วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เมื่อน้องกระต่ายขนร่วง

เมื่อน้องกระต่ายขนร่วง
ผลัดขน  กระต่ายจะผลัดขนประมาณปีละครั้งนะคะแต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับอาหารและสภาพอากาศด้วยค่ะถ้าอาหารไม่มีคุณภาพเพียงพอก็จะทำให้เกิดการผลัดขนได้บ่อยขึ้น กระต่ายที่ผลัดขน เมื่อเวลาเราลูบที่ตัวเค๊าก็จะมีขนหลุดติดมือเราออกมาเยอะมาก อาการขนร่วงจากการผลัดขน เดี๋ยวก็หายไปเอง ไม่ต้องกังวลไป วิธีดูแลเราควรช่วยโดยการแปรงขนให้เค๊าให้ขนหลุดติดแปรงออกมา เวลาเค๊าทำความสะอาดตัวเองจะได้ไม่ต้องเลียขนจนไปปั้นเป็นแฮร์บอลอยู่ในท้องนะคะ และขนจะได้ไม่ปลิวละล่องอยู่ในอากาศด้วย เดี๋ยวจะจามกันทั้งบ้าน
เครียด เวลาที่กระต่ายของเราเครียด ไม่ว่าจะเพราะเปลี่ยนที่อยู่ ไม่ได้ผสมพันธ์ หรือสาเหตุอื่นๆ ก็อาจจะทำให้เกิดอาการขนร่วงได้เช่นกันค่ะ เราก็ต้องดูตามสาเหตุ ให้เค๊าปรับตัว ให้เค๊าหายเครียด บำรุงด้วยอาหารดีดี เดี๋ยวขนก็กลับมา
ท้อง หากแม่กระต่ายเมื่อรู้ตัวว่าท้องจะมีการเตรียมตัวสร้างรังอันอบอุ่นให้ลูกโดยการ กัดขนในบริเวณที่เค๊ากัดถึง  ก็จะเห็นว่าขนตามขาจะหายไปจนเห็นผิวหนังชัดเจนเลย อาการนี้เป็นเรื่องปรกติ เดี๋ยวขนก็ยาวเหมือนเดิมเอง แล้วพอท้องหน้า คุณแม่คนเก่งก็ทำการแทะขนใหม่อยู่ดี
กัดกัน มีแผล เช่นเวลากระต่ายทะเลาะกัน หรือเวลาที่กระต่ายผสมพันธ์กัน ในบางคู่ก็จะกัดกันด้วย ขนที่ร่วงจากอาการนี้จะเห็นขนหลุดเป็นกระจุกๆเลย แบบนี้เราก็รักษาแผลให้สะอาดค่ะ เมื่อแผลหายขนก็จะกลับมาเอง
ไร อาการขนร่วงและผิวหนังจะมีสีแดง ให้ลองหวีขนเค๊าดู ถ้าเห็นเหมือนรังแค แต่ดันเดินได้ นั่นอาจจะเป็นตัวไรค่ะ ถึงแม้ว่าโรคไร จะไม่ได้เป็นโรคร้ายแรง แต่หากไรเข้าหูกระต่าย จะทำให้เกิดโรคคอเอียง ซึ่งอาจจะทำให้กระต่ายตายได้ โรคไรติดต่อกันได้ง่าย แค่กระต่ายน้อยไปเดินเล่น หรือไปเล่นกับเพื่อนๆมา ก็อาจจะได้ของแถมกลับมาแล้ว การรักษา จะใช้เป็นการหยดยากำจัดปรสิต โดยเราสามารถหยดได้ทุกๆ 1-2 เดือน หรือ พาไปให้คุณหมอฉีดยาก็ได้ ยาที่ฉีดก็จะเป็นกลุ่มยากำจัดปรสิต
เชื้อรา กลาก เกลื้อน จะเห็นขนร่วงและเห็นเป็นสะเก็ดๆด้วย ให้คิดได้เลยว่าเป็นโรคเชื้อรา โรคเชื้อราเป็นโรคที่ติดต่อจากกระต่ายสู่กระต่าย สัตว์เลื้ยงอื่นๆ และติดต่อสู่คนได้ด้วย ฉะนั้นต้องรีบรักษาด่วน โดยเราสามารถทายาแก้เชื้อราที่เป็นครีมใ Lamisil หรือ Hemetidine หรือเพื่อความสบายใจก็พาไปพบสัตว์แพทย์เลย

สัญญานของอาการ Heat Stroke ของกระต่าย

สัญญานของอาการ Heat Stroke ขอแบ่งตามภาวะความอันตราย
ระดับที่ 1 จะมีอาการหายใจเร็ว รัว หอบ หายใจทางปาก หายใจเสียงดัง อาจจะไม่ได้เสียงดังมากนะคะ แต่ก็จะดูผิดสังเกต ดูหายใจลำบาก อาจจะหายใจจนหัวโคลงไปมาเลย  มีอาการตัวร้อน ใบหูร้อน เส้นเลือดที่ใบหูดูขยายใหญ่ ถ้าจับตัวตามใบหู ขาหนีบต่างๆแล้วรู้สึกร้อนผิดปรกติ ให้ลองวัดอุณหภูมิดู ควรจะอยู่ที่ 38-40 องศาเซลเซียส ไม่ควรเกิน 40.5 นะคะ ถ้าเกินจากนี้อาการหนักแล้ว
ระดับที่ 2 มีอาการจมูกเปียก น้ำลายไหลยืด แฉะทั้งจมูกและปาก จะมีอาการกระสับกระส่ายไม่สบายตัว หรือ อาจจะมีอาการหงอยผิดปรกติ เริ่มไม่ตอบสนองแล้ว
 ขั้นรุนแรง น้ำลายไหลเปียกแฉะไปเกือบหมดทั้งจมูก ปาก คาง หน้าอก มีอาการนอนนิ่งๆ ช๊อค ชักเกร็ง นี่เป็นขั้นสุดท้ายถ้ากระต่ายอยู่ในอาการนี้ หมอบอกว่าอัตราการเสียชีวิตมีมากกว่า 90% แล้ว เพราะฉะนั้นเราควรสังเกตุให้ดีก่อนจะถึงขั้นนี้
การป้องกัน
การป้องกันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เราสามารถทำได้ ในการดูแลชีวิตน้อยๆของกระต่ายของเรา ในกรณีอากาศปรกติควรดูแลดังนี้
1.ที่ตั้งกรง  ให้กระต่ายอยู่ในที่ที่อากาศถ่ายเทสะดวก มีลมพัดผ่าน ไม่โดนแดดส่อง
2.เปิดแอร์  ถ้าเลี้ยงในห้องแอร์ หรือซื้อกรงแบบมีแอร์ได้ ก็จัดไปเลย แต่ถ้าไม่ได้ ใช้พัดลมเปิดส่ายเบาๆ ให้เค๊าก็ได้
3.เปิดพัดลม  ใช้เป็นพัดลมตั้งโต๊ะ ตั้งพื้นก็ได้ค่ะ เปิดส่ายไปมาให้ลมพัดผ่านสบายๆ แต่ไม่ควรจ่อ เดี๋ยวเป็นหวัด ใช้พัดลมไอน้ำเป็นครั้งคราวได้ถ้าอากาศร้อนจริงๆ แต่ไม่ควรใช้ตลอดเดี๋ยวกระต่ายจะมีปัญหาระบบทางเดินหายใจ ในวันที่มีอากาศร้อนกว่าปรกติ ควรเพิ่มเติมดังนี้
4.ย้ายไปไว้ที่ที่เย็นกว่าเดิม เปิดพัดลมเบาๆ
5.วางกระเบื้องไว้สักแผ่น ให้เค๊านอนทับให้พุงเย็นๆ
6.เอาขวดใส่น้ำไปแช่เย็น หรือแช่ให้เป็นน้ำแข็งก็ได้ แล้วเอาไปวางให้เค๊า เพื่อให้เค๊าได้พิงระบายความร้อนค่ะ หรือจะใช้เป็นถ้วย เป็นโอ่งดินเผาใส่น้ำแข็งก็ได้
วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น
หากกระต่ายของเราเริ่มมีอาการฮีทสโตรกแล้ว ควรปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนนำส่งสัตวแพทย์ดังนี้
1.ย้ายไปที่เย็นๆกว่าเดิม เปิดพัดลมส่ายเบาๆ ยังไม่ควรเปิดแอร์ในต้อนนี้ ถ้าอากาศเปลี่ยนเร็วเกินไปก็อาจจะทำให้ช๊อคได้
2.เช็ดตัวระบายความร้อน ใช้ผ้าชุบน้ำอุณหภูมิห้อง หรือที่เย็นกว่าอุณหภูมิปรกติเล็กน้อย ค่อยๆเช็ดบริเวณใบหูและขาหนีบ ห้ามใช้น้ำเย็นจัดนะคะ เดี๋ยวน้องกระต่ายช๊อค และใช้ผ้าขนหนูเปียกนี้ห่อตัวเพื่อช่วยระบายความร้อนได้
3.เสปรย์น้ำ ใช้สเปรย์น้ำทำให้เป็นละอองลงไปให้ทั่วตัวกระต่าย เพื่อช่วยลดความร้อนได้
4.ป้อนน้ำเย็น หาน้ำเย็นให้เค๊ากินค่ะ ถ้ากระต่ายยังพอกินได้เองก็หาน้ำเย็นใส่กระบอกหรือถ้วยของเค๊าให้เค๊ากิน แต่ถ้าเค๊าไม่กินเองก็ต้องค่อยๆป้อน
5.จากนี้ก็ควรรีบน้ำส่งสัตวแพทย์ด่วน
ข้อควรระวัง
ห้าม!! ลดอุณหภูมิของน้องกระต่ายด้วยน้ำเย็นจัด และ ห้ามเปลี่ยนอุณหภูมิห้องฉับพลันเช่น จากห้องร้อนๆอับๆแล้วเปิดแอร์เย็นเจี๊ยบ

พฤติกรรมต่างๆของกระต่าย

พฤติกรรมต่างๆของกระต่าย

กระต่ายเป็นสัตว์กลางคืน ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะเห็นลูกรักของเราคึกคักเวลากลางคืน ซึ่งก็เหมาะกับคนทำงานกลับมาลูกๆตื่นตัวพร้อมเล่นกับเรา  ส่วนเรื่องการฝึก นิสัยของกระต่ายแต่ละตัวก็ต่างกันออกไป บางตัวก็ฝึกได้ บางตัวฝึกเท่าไหร่ก็ไม่จำ ก็ต้องทำใจ
การกินมูลตัวเอง(Coprophagy)
หากเห็นกระต่ายของเรากินมูลตัวเองไม่ต้องตกใจนะคะ ควรปล่อยให้เค๊ากินไป ถึงแม้เราจะรู้สึกตะหงิดๆใจก็ตาม เพราะการกินมูลตัวเองของกระต่ายจะเป็นการปรับลำไส้ของเค๊าให้เป็นปรกติ กระต่ายจะมีการถ่ายมูลพวงองุ่นที่อ่อนนุ่มนี้ในยามเช้าตรู่แล้วกินมันกลับเข้าไปใหม่การกระทำนี้เรียกว่า Coproghagy นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการทดลองว่าการที่กระต่ายกินมูลพวงองุ่นนี้เข้าไปจะทำให้ลำไส้ของเค๊าเป็นปรกติ แบคทีเรียในลำไส้ของกระต่ายจะผลิตวิตามินบีและโปรตีนฉะนั้น ในมูลพวงองุ่นก็จะมีทั้งวิตามินบี โปรตีน และแบคทีเรียที่ดี เมื่อกระต่ายกินมูลกลับเข้าไป ก็จะได้รับสารอาหารและแบคทีเรียที่ดีก็จะกลับเข้าสู่ร่างกายอีกครั้งค่ะ ^ ^
การสื่อสาร
โดยปรกติเราจะไม่ค่อยได้ยินเสียงกระต่ายนะคะ ยกเว้นเวลาเค๊าตกใจ กลัวอะไรก็จะมีการร้องออกมา กระต่ายบางตัวเวลาเราไปจับเค๊าก็จะมีเสียงร้องเล็กๆในลำคอ อาจจะเป็นเพราะเค๊ากลัวหรือไม่อยากให้เราไปยุ่งกับเค๊าค่ะ กระต่ายแต่ละตัวนิสัยก็ต่างกันไปนะคะ บางตัวก็บ่นได้ตลอดๆ ชอบก็ส่งเสียง หิว ไม่พอใจ ส่งเสียงตลอด บางตัวก็เงียบกริบก็มีค่ะ กระต่ายที่ฟาร์มเราบางตัวเวลาอยากผสมพันธ์ก็ส่งเสียง แถมพอเสร็จภารกิจ ส่งเสียงดังลั่นเลยก็มีค่ะ ออกแนวลามกนิดๆนะเนี่ย
ภาษาร่างกาย
เราลองสังเกตดีดี ภาษาร่างกายก็บอกอะไรเราได้หลายอย่างนะคะ
เรียกร้องความสนใจ เอาจมูกมาดุน มาดันๆเรา ,สะกิดๆเราด้วยเท้าหน้าของเค๊า ,งับคุณเบาๆ ก็เป็นอาการเรียกร้องความสนใจของเค๊าได้เช่นกันค่ะ
อารมดี มีความสุข ส่งเสียง กระโดดโลดเต้น, นอนแผ่อย่างมีความสุข หูลู่ไปด้านหลัง เดินวนรอบตัวคุณ
อยากรู้อยากเห็น หูลู่ไปด้านหน้า ,โน้มตัวไปด้านหน้าเหมือนสนใจว่ามีอะไรเกิดขึ้นนะ ,ยืนๆดูอยากเห็นว่ามีอะไรเกิดขึ้น
ป้องกันตัวเอง จู่โจมอันนี้สังเกตดีดีนะคะ พลาดขึ้นมาอาจจะเจ็บตัวได้ อาการหูลู่ไปด้านหลัง ยกหางขึ้น บางตัวมีสงเสียงขู่ด้วย บางตัวทำท่าเหมือนสนใจเรายืนสองขาน่ารัก พอยื่นมือเข้าไปลูบก็ ฟับ งับเราซะอย่างงั้น -*-
การกัดแทะสิ่งของ
เป็นปัญหาที่ต้องเข้าใจและดูแลดีดีนะคะ เพราะกระต่ายน้อยเป็นสัตว์ฟันแทะ เค๊าต้องการแทะเพื่อลับฟัน ไม่ให้ฟันงอกยาวจนเกินไป หากฟันของเค๊ายาวอาจจะเกิดปัญหาอื่นๆตามมาได้อีกมากมายเลยนะคะ เราควรหากิ่งไม้ ท่อนไม้เล็กๆแห้งๆแข็งๆ หรือไม้แทะแบบสำเร็จรูป ทิ้งไว้ให้เค๊าแทะเล่นค่ะ แต่ก็ต้องดูว่าไม้นั้นๆต้องไม่เป็นอันตรายกับเค๊านะคะ และที่ควรระวังคือ สายไฟ พลาสติกต่างๆ และวัสดุที่ไม่ควรให้ตกถึงท้องเค๊าค่ะ
การขุด
ในธรรมชาติกระต่ายต้องขุดดินเพื่อสร้างโพรง ทำรัง ไว้เลี้ยงลูก อยู่อาศัยและหลบจากศัตรู ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่กระต่ายของเราจะชอบการขุดมาก ยิ่งในกระต่ายเด็ก ทั้งขุดทั้งมุดจนตัวมอมแมมไปหมด เราสามารถหาสถานที่ หาอะไรให้กระต่ายของเราได้ขุดเล่นเพื่อเป็นการลับเล็บได้อีกด้วยนะคะ นอกจากนี้การขุดยังเป็นการบอกว่าแม่กระต่ายของเรากำลังต้องการทำรังคลอดลูกแล้วล่ะค่ะ เราก็จัดเตรียมรังคลอดให้เค๊าได้เลยค่ะ
การนอน
บางทีเราอาจจะสงสัยว่ากระต่ายของเรานอนบ้างไม๊ ทำไมไม่เห็นหลับตา นั่นก็เพราะว่าโดยสัญชาติญาณของเค๊าซึ่งเป็นผู้ถูกล่าจะมีการระวังตัวสูงค่ะการหลับของเค๊าจึงไม่จำเป็นต้องหลับตาค่ะ แต่ในกรณีที่กระต่ายสบายใจมากเสียเหลือเกิน เราอาจจะเห็นพฤติกรรมการนอนที่สุดจะน่ารักได้หลายรูปแบบเลยค่ะ บางตัวนอนแผ่เป็นไก่ย่าง บางตัวหลับหัวทิ่มคาถ้วยอาหาร บางตัวมีนอนละเมออีกต่างหาก รู้สึกเหมือนจะสูญเสียสัญชาติญาณการเป็นผู้ถูกล่ากลายมาเป็นเจ้าบ้านที่แสนจะสบายใจไปซะแล้วนะคะ
การเคาะเท้า
กระต่ายจะเคาะเท้าเป็นการเตือนภัย อาจจะเคาะหรือกระโดดขึ้นลงเพื่อให้เกิดเสียง เราจะเห็นการเคาะเท้าได้ตอนที่เค๊าเครียดและตื่นกลัว เช่นมีสัตว์อื่นเข้ามาใกล้บริเวณที่เค๊าอยู่หรือไม่  หรือไม่คุ้นเคยเวลามีคนจะเข้าไปอุ้มค่ะ
การแสดงอาณาเขต
ในกระต่ายตัวผู้จะมีการแสดงอาณาเขตด้วยการเอาคางถูไปยังที่ต่างๆในบ้านและกรงของมัน บางครั้งเราก็เห็นตัวเมียทำแบบนี้เช่นกัน นี่เป็นการแสดงอาณาเขตของกระต่าย กระต่ายตัวอื่นที่ผ่านเข้ามาจะรู้ได้ทันทีว่านี่เป็นอาณาเขตของกระต่ายตัวอื่นค่ะ
การแสดงอำนาจ
การแสดงอำนาจที่มากเกินไปอาจจะทำให้กระต่ายของเราก้าวร้าวได้ กระต่ายแสดงอำนาจโดยการฉี่ไปทั่ว และฉี่ไปที่กรงของกระต่ายตัวอื่นๆ อีกวิธีที่จะแสดงอำนาจก็คือการงับ เป็นได้ทั้งงับกระต่ายตัวอื่นๆ หรืออาจจะลามมาถึงมางับเรา หากกระต่ายตัวไหนเริ่มมีการแสดงอำนาจมากเกินไป เราต้องจัดการแก้ปัญหานี้ก่อนที่จะกลายเป็นกระต่ายแสนโหด
ความก้าวร้าว
เป็นเรื่องที่ผู้เลี้ยงไม่อยากเจอเลย การก้าวร้าวเกิดได้จากหลายอย่างค่ะ ทั้งจากความเครียด ความกลัว อาการไม่ได้ดังใจ ในกรณีที่โดนเลี้ยงตามใจมากเกินไป อาการแสดงอำนาจ และบางตัวถ่ายทอดมาจากพ่อแม่ก็มีค่ะ เรียกได้ว่าดุกันทั้งครอบครัว -*-  แต่เราก็สามารถค่อยๆปรับค่อยๆฝึกให้เค๊าเป็นสัตว์เลี้ยงที่เชื่องได้ แต่ต้องใจเย็นๆ จะทำอะไรในเวลาที่เค๊ากำลังก้าวร้าวคงยาก เพราะเค๊าเป็นสัตว์ที่กัดเจ็บ และถีบรุนแรงมาก ได้แผลได้เลือด
 

การดูแลสุขภาพกระต่าย




การดูแลสุขภาพกระต่าย
ตา          ดวงตากระต่ายต้องสดใส ปราศจากขี้ตา มองดูสีตาต้องถูกต้องตรงตามมาตรฐานสายพันธุ์และสีตัว ไม่มีโรคเกี่ยวกับสายตา เช่น ต้อกระจก ผิวหนังรอบ ดวงตาต้องไม่เป็นสะเก็ดหรือร่องรอยบาดแผล รวมทั้งไม่มีเชื้อรารอบดวงตาด้วย
จมูก          โพรงจมูกกระต่ายต้องปกติ ไม่มีร่องรอยของอาการหวัด เช่นมีน้ำมูกเกรอะกรัง ปกติจมูกกระต่าย จะมีลักษณะที่เปียกนิดหน่อย แต่ไม่ควรชื้นแฉะเพราะนั่นคืออาการของไข้หวัด
ปาก ฟัน
           สิ่งสำคัญที่จะต้องดูเป็นพิเศษก็คือ ปากและฟัน เปิดปากกระต่ายเพื่อตรวจดูฟันซี่หน้า ต้องสบกันพอดี ฟันหน้าคู่บนต้องอยู่ด้านหน้าของฟันหน้าคู่ล่างเล็กน้อย แต่ต้องไม่มีอาการเอียง เก ยื่น บิดเบี้ยว หรือแตกหัก การตรวจฟันกระต่ายสำคัญมากเพราะกระต่ายอายุน้อยจะยังไม่แสดงอาการไม่พึงประสงค์หรือโรคทางพันธุกรรมออกมา แต่เมื่อคุณเลี้ยง ๆ ไป อาการเหล่านี้จะค่อย ๆ แสดงออกมา และจะกลายเป็นฝันร้ายสำหรับคุณไปตลอด เพราะการดูแลกระต่ายที่มีฟันผิดปกติเป็นภาระที่หนักหนาสาหัสมาก คุณต้องตัดฟันกระต่ายเองหรือให้สัตวแพทย์ตัดให้ทุก 2 สัปดาห์ เพราะกระต่ายที่เป็นโรคฟันยื่นจะทานอาหารได้ลำบากมาก
หู
          ตรวจดูใบหูต้องสะอาด มองดูในรูหูต้องไม่มีขี้หูอุดตัน เพราะอาจเป็นรังของตัวเห็บ

เท้า
          ตรวจดูเท้าทั้ง 2 คู่ ต้องเดินและกระโดดเป็นปกติ ไม่มีอาการแบะหรือถ่าง ขนใต้เท้าคู่หลังทั้งสองข้างต้องหนาและไม่มีแผลบริเวณใต้เท้า
เล็บ
          เล็บเท้าต้องมีครบทุกนิ้ว กระต่ายมีนิ้วทั้งหมด 18 นิ้ว ขาหน้ามีข้างละ 5 นิ้ว ในขณะที่ขาหลังมีข้างละ 4 นิ้วเท่านั้น สีของเล็บต้องถูกต้องตามสายพันธุ์ หนังหุ้มเล็บต้องไม่ตกสะเก็ดเป็นแผลหรือเป็นเชื้อรา หรืออักเสบเป็นผื่นคัน
ขน
          กระต่ายสุขภาพดีต้องมีขนเป็นมันสลวยไม่หยาบกร้านหรือหลุดร่วงง่าย สังเกตุจากความแน่นหนาของขน สีสันต้องชัดเจน ผิวหนังใต้ขนต้องไม่มีสะเก็ดแผล ผื่นคัน หรือแข็งกระด้าง คุณสามารถตรวจสอบได้ด้วยตนเอง ใช้มือลูบขนเพื่อตรวจสอบผิวหนังใต้ขนในจุดต่าง ๆ ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งหากคุณกำลังจะซื้อกระต่ายสายพันธุ์ที่มีขนยาว ขนที่ยาวนั้นสามารถซ่อนสิ่งต่าง ๆ ไว้ได้มากมาย
ลำตัว
          จับบริเวณลำตัวกระต่ายเนื้อต้องแน่น เวลาคลำดูกระดูกสันหลังต้องไม่ปูดโปน กระต่ายต้องไม่อ้วนหรือผอมจนเกินไป เนื้อสะโพกต้องเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ
ลักษณะโดยทั่วไป
         กระต่ายที่สุขภาพดีจะต้องร่าเริง ตื่นตัว และดูแลทำความสะอาดตัวเองอยู่เสมอ กระต่ายที่เป็นโรคจะเก็บตัวนอนนิ่ง ๆ ไม่ค่อยวิ่งซุกซน มีอาการซึม
การดูแลกระต่าย
          การดูแลกระต่ายไม่ใช่เรื่องยาก แต่เป็นงานที่ต้องทำเป็นกิจวัตร ทุกวัน ทุกสัปดาห์ และทุกเดือน การเลี้ยงกระต่ายนั้นสำคัญที่ทุกๆสิ่งต้องสดและสะอาด เราอาจจัดแบ่งลักษณะงานที่ต้องทำให้กระต่ายไว้เพื่อง่ายต่อการปฏิบัติดังนี้
  ทุกวัน
- ตรวจสอบสุขภาพกระต่ายประจำวัน สังเกตุการนั่ง เดิน ยืน ตรวจเล็บ สุขภาพขน และสุขภาพหู
- ปล่อยกระต่ายวิ่งเล่น เราอาจกั้นพื้นที่บางส่วนไว้ให้กระต่ายได้ออกกำลังกายในช่วงที่เราทำความสะอาดกรงของกระต่ายในตอนเช้า-เย็น (แล้วแต่ความสะดวกของผู้เลี้ยง)
- เก็บเศษผักสด ผลไม้เก่าที่กระต่ายทานไม่หมดทิ้ง เพราะเศษอาหารที่เหลือตกค้างนี้ หากกระต่ายทานเข้าไปอีกอาจทำให้เกิดอาการท้องเสียได้
- เก็บเศษอาหารเม็ดเก่าทิ้ง เพราะอาหารเม็ดที่เหลือเหล่านี้จะเกิดการบวมชื้น กระต่ายจะไม่ทานส่วนที่เหลือ ดังนั้นในแต่ละมื้ออาหารควรกำหนดปริมาณอาหารเม็ดให้พอดีสำหรับ 1 มื้อเสมอ
- เก็บเศษหญ้าสด/หญ้าแห้งทิ้ง เศษหญ้าเหล่าเมื่อทิ้งไว้ในกรงอาจเกิดการขึ้นราหรือปนเปื้อนกับมูลหรือฉี่กระต่าย
- ทำความสะอาดถาดรองกรง
- เทน้ำเก่าในขวดน้ำทิ้ง แล้วเติมน้ำสะอาดให้เต็ม
- ให้อาหารเม็ด หญ้าสด/หญ้าแห้ง หรือผักสด/ผลไม้ โดยกะปริมาณอาหารให้กระต่ายทานหมดใน 1 มื้อ
ทุกสัปดาห์
- ล้างทำความสะอาดขวดน้ำ กระถางใส่อาหาร ที่แขวนหญ้า ด้วยน้ำสบู่อ่อน ๆ หรือน้ำยาฆ่าเชื้อผสมเจือจาง แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง ต้องมั่นใจว่าไม่มีสารตกค้างหลงเหลือก่อนนำกลับไปใช้เลี้ยงกระต่ายอีกครั้ง
- ทำความสะอาดถาดรองกรง และตากแดดให้แห้งสนิท
ทุกเดือน
- ทำความสะอาดกรง ถาดรองกรง พื้นใต้กรง ผนังกำแพง ในบริเวณที่ใช้เลี้ยงกระต่าย ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อผสมเจือจาง แล้วล้างออกให้สะอาดก่อนนำกระต่ายกลับเข้ากรง
- ทำความสะอาดอุปกรณ์ที่ใช้เลี้ยงกระต่ายทั้งหมด รวมทั้งของเล่นของกระต่าย
แบบเลี้ยงในบ้าน
          การเลี้ยงในบ้านนั้นแบ่งออกเป็น 2ประเภทคือเลี้ยงแบบขังกรง และ แบบปล่อยอิสรอิสระ ควรดูเรื่องของพื้นที่ ในบ้านเป็นหลักในการพิจารณาว่าควรเลี้ยงแบบขังกรงหรือแบบปล่อยอิสระ เนื่องจากกระต่ายเป็นสัตว์ฟันแทะที่กัดแทะทุกสิ่งที่ขวางหน้า การเลี้ยงแบบปล่อยอิสระเสี่ยงอย่างมากกับความเสียหายต่าง ๆ ของเฟอร์นิเจอร์ สายไฟฟ้า สายโทรศัพท์ พรม อีกทั้งต้องดูเรื่องของความปล่อยภัยจากสิ่งสกปรกที่ตกอยู่ตามพื้นเมื่อปล่อยกระต่ายด้วย ดั้งนั้นการเลี้ยงด้วยวิธีขังกรงแล้วปล่อยวิ่งเล่นเป็นบางครั้งจะเป็นทางเลือกที่ดีและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ นี้ได้ อีกทั้งยังทำให้กระต่ายฉี่หรือถ่ายเป็นที่เป็นทางอีกด้วย
          กรงชนิดที่ใช้เลี้ยงในบ้านนั้นควรเลือกกรงที่ดูแลง่ายวัสดุทำจากลวดหรือสแตนเลส ไม่ควรเลือกใช้วัสดุที่มีการหุ้มพลาสติก เพราะกระต่ายจะกัดแทะวัสดุจนอาจเกิดอันตรายต่อกระกระต่ายได้ ถาดรองควรเป็นพลาสติกแข็งเพื่อง่ายต่อการทำความสะอาด การเลี้ยงกระต่ายในบ้านนั้นจะต้องทำความสะอาดกรง ถาดรองทุก ๆ วัน
แบบเลี้ยงนอกบ้าน
           กรงชนิดที่ใช้เลี้ยงนอกบ้านนั้นควรออกแบบให้เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศที่ใช้ตั้งกรงไม่ควรโดนฝนสาด หรือโดนแสงแดดส่องโดยตรงกรงชนิดนี้อาจสั่งทำขึ้นเองเป็นกรงไม้เนื้อแข็ง หรือถ้าหากวางกรงไว้ในที่ที่มีหลังคาป้องกันฝนอย่างดีแล้วก็ไม่จำเป็น ใช้กรงแบบไม้ ใช้กรงสำหรับการเลี้ยงกระต่ายในบ้านตั้งแทนได้ แต่สิ่งที่ควรระวังคือ ฤดูหนาวอากาศจะหนาวเย็นกว่าฤดูร้อน ซึ่งการวางกรงไว้ในพื้นที่ที่มีลมโกรกอาจทำให้กระต่ายล้มป่วยได้
วิธีอุ้มกระต่าย
        
  แต่เดิมตั้งแต่โบราณมาคงจะได้ยินกันมาเหมือนเรา ว่ากระต่าย ต้องหิ้วหู และก็จดจำมา แต่ที่จริงแล้ว กระต่าย ห้ามหิ้วหูโดยเด็ดขาด เพราะว่าหูกระต่ายบอบบางมาก หากเรามองส่องกับแสงแดด เราจะเห็นเส้นเลือดตรงใบหูเต็มไปหมด นั่นก็เพราะว่าหูกระต่ายบาง การที่เราหิ้วหูนั้น เป็นอันตรายเพราะเท่ากับเราให้หูกระต่ายที่บางๆ แบบนั้นรับน้ำหนักทั้งตัวของกระต่าย ผลคือ ทำให้กระต่ายบาดเจ็บ โดยในบางกรณีกระต่ายจะดิ้น และทำให้กระดูกสันหลังเคลื่อนและเป็นอัมพาตได้
การจับมีอยู่ด้วยกัน 4 แบบ ขึ้นอยู่กับขนาดของตัวกระต่าย
1.ให้จับริเวณเนื้อตะโพกด้านบนของกระต่าย จับให้มั่น และทะนุถนอม โดยการใช้ข้อมือหันไปทางหางของกระต่าย ของกระต่าย เพื่อไม่ให้ขนและหนังกระต่ายเสียรูปไป วิธีนี้มักใช้กับกระต่ายที่มีขนาดเล็กน้ำหนักเบา

2. ให้ใช้มือข้างที่ถนัดจับเนื้อบริเวณหนังเหนือไหล่ พยายามจับให้ติดหนังมาก ๆ และกำให้แน่น ยกขึ้นมา จากนั้น ให้ใช้มืออีกข้างซ้อนใต้ก้น ให้ด้านหน้าของกระต่ายหันออกด้านนอกตัวเรา มักใช้วิธีนี้กับกระต่ายขนาดกลางแต่ไม่ใหญ่มาก
3. ใช้ฝ่ามือประคองตัวกระต่ายขึ้นมา โดยใช้มือข้างที่ถนัดสอดไปที่วงแขนของกระต่ายทั้ง 2 ข้าง ฝ่ามือของเราจะต้องใหญ่กว่าความกว้างตัวกระต่ายพอสมควร จากนั้นก็ยกตัวกระต่ายตั้งขึ้นแนบไว้กับลำตัว ขนาบกับแนวแขนด้านใดด้านหนึ่ง แล้วใช้มือของแขนด้านนั้น จับปลายขาของกระต่ายไว้ ป้องกันการถีบตัวออก
4. กระต่ายขนาดใหญ่ กระต่ายขนาดนี้จะมีน้ำหนักมาก เพราะฉะนั้นจะต้องอุ้มให้ดีไม่อย่างนั้น กระต่ายอาจจะใช้ขาถีบตัวเราแล้วพลาดตกลงมาได้ ก่อนอื่นให้ใช้มือข้างที่ถนัดจับเนื้อบริเวณเหนือไหล่ขึ้นมา ( เหมือนกับในข้อ 2 ) ต่อจากนั้น ให้ใช้มืออีกข้างหนึ่งช้อนบริเวณก้นเพื่อรับน้ำหนักขึ้นมาแล้วประคองกระต่ายให้ชิดตัว พยายามให้ช่วงแขนด้านล่างของเรานั้น ติดกับตัวกระต่ายมากที่สุด (หนีบไว้ป้องกันไม่ให้กระต่ายดิ้นหลุด) ที่สำคัญจัดบริเวณเท้าของกระต่ายให้ชี้ออกไปนอกลำตัว ป้องกันกระต่ายถีบตัวออก

วันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

กระต่าย

กระต่าย

ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Oryctolagus cuniculus

ลักษณะทั่วไป
    กระต่ายเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก ฟันหน้ามีอยู่ 4 ซี่เรียงซ้อนกันเป็น 2 คู่ โดยคู่หลังจะเล็กกว่าคู่หน้า ขาหน้ามี 5 นิ้ว แต่ขาหลังมีเพียง 4 นิ้ว ใต้อุ้งเท้ามีขนยาว และภายในกระพุ้งแก้มมีขนด้วย สำหรับกระต่ายบ้านนั้นมีเท้าสั้น ขนสั้น ลูกกระต่ายบ้านที่คลอดออกมาใหม่ ๆ ตัวแดงและไม่มีขนตาปิด ซึ่งแตกต่างจากกระต่ายป่า

การสืบพันธุ์
    อายุของกระต่ายที่พร้อมแก่การผสมพันธุ์
           กระต่ายเพศเมีย จะเริ่ม ยอมรับการผสมพันธุ์ ตั่งแต่อายุประมาณ 3 เดือนครึ่ง ซึ่งทั้งนี้เปอร์เซ็นของการผสมติด จะมีน้อยกว่า กระต่ายที่มีอายุประมาร 4 เดือน - 4 เดือนครึ่ง แต่ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของกระต่ายด้วยครับ เพราะ กระต่ายสายพันธุ์ ธรรมดา กับกระต่ายสายพันธุ์แคระจะมีการเจริญเติบโตเต็มวัยไม่พร้อมกันซึ่ง ทางที่ดีเราควรให้กระต่ายของเรานั้น เริ่มการผสมพันธุ์ ตั่งแต่อายุประมาณ 6-8 เดือนขึ้นไปซึ่งกระต่ายที่ ได้รับการผสมในช่วง 3-4 เดือนแรก จะมี% การผสมติดจน้อยครับ และ ถ้าเกิดการผสมติด ลูกกระต่ายที่คลอดออกมานั้น อาจจะไม่แข็งแรงหรือ แม่กระต่ายนั้น อาจจะมีน้ำนมไม่เพียงพอกับลูกกระต่าย และ อาจจะทำให้ลูกกระต่ายที่เกิดมานั้น ตายได้ครับ ซึ่ง ลูกกระต่ายที่เกิดจากแม่กระต่ายในช่วงอายุดังกล่าว มี % การตาย สูงการที่แม่กระต่ายท้อง ก่อน หรือ มีลูก ในช่วงผสมติด 3 - 4 เดือนแรกเมื่อแม่กระต่าย คลอดอกมา อาจจะทำให้การเจริญเติบโตของ กระต่ายนั้น หยุด หรือ ช้าลงไป ดังนั้นจึงอาจจะทำให้กระต่ายนั้น โตไม่ได้เต็มที่ 
ระยะของการตั้งท้องของกระต่าย
          กระต่ายในแต่ละสายพันธุ์ และ ในแต่ละ ตัว แต่ละคลอกนั้นจะใช้เวลาในการในการตั้งท้องไม่เท่ากันนอกจากนี่ ก็จะขึ้นอยู่กับ ความสมบูรณ์ สภาพแวดล้อม และ จำนวนลูกของแม่กระต่ายด้วยครับ โดยกระต่ายที่มีลูกมากก็จะมีระยะ ของการตั้งท้องสั้นกว่ากระต่ายที่มีจำนวน ลูกน้อยกว่าซึ่ง หลังจากกระต่ายตัวเมียได้รับการผสมกับกระต่ายตัวผู้ กระต่ายตัวเมียที่ได้รับการผสมแล้วจะ ใช้เวลาในการตั้งท้อง โดยเฉลี่ยประมาณ 30 - 32 วัน ครับ และ กระต่ายบางตัวก็ อาจจะใช้เวลาในการตั้งท้องเพียง 29 วัน หรือ มากกว่า 32 วัน ครับ แต่โดยปกติแล้วกระต่าย จะใช้เวลาในการตั้งท้องไม่ เกิน 35 วันในระยะที่กระต่ายใกล้คลอดกระต่าย ในระยะนี้ กระต่าย จะเริ่มมีการ สร้างรัง อาจจะ โดยการกัดขนของตัวเอง ในส่วนของบริเวณ ของ ส่วนท้อง ต้นขา และ เหนียงคอ เพื่อ เอามาใช้มาเป็นวัสดุ ในการรอง รังคลอดครับ ซึ่งปริมาณ ของ ขน หรือ วัสดุที่ใช้สำหรับ รองรังคลอด ของกระต่าย จะมีมากหรือ น้อยก็ขึ้นอยู่กับ นิสัยของกระต่ายแต่ละตัว หรือจากสายพันธุ์ และ ประสบการณ์ ของแม่กระต่าย
  เตรียมรังคลอด
            ในกรงกระต่ายมีรังคลอดที่แม่กระต่ายบางตัวจะเข้าไปออกในรังที่เราเตรียมไว้ให้ หลังจากแม่กระต่ายออกลูกแล้ว เค้าจะเลียทำความสะอาดลูก ซึ่งหลังจากแม่กระต่ายทำความสะอาดลูกแล้ว เราก็สามารถเข้าไปตรวจดูได้ค่ะ ว่าเราก็สามารถจะจับลูกกระต่าย ไปไว้ในรังคลอด การปล่อยลูกกระต่ายไว้นอกรังคลอดไม่ดี เพราะว่า ขาลูกกระต่าย หรือตัวลูกกระต่าย อาจจะตกลงไประหว่างซี่กรง และโดนแม่เหยียบตายได้ ซึ่งกระต่ายไม่มีปัญหาเรื่องการผิดกลิ่นหรอกค่ะ ไม่ต้องห่วงค่ะ เราสามารถจะจับลูกกระต่ายได้ค่ะ แต่หากใครกลัวมากๆ จะเอามือไปถูๆที่ขนแม่กระต่ายก่อนค่อยมาจับลูกกระต่ายเพื่อความสบายใจ
   จัดกรงให้ปลอดภัยแก่ลูกกระต่าย
          ตามพื้นกรงที่เป็นซี่ๆ ลูกกระต่ายอาจจะตกลงไประหว่างซี่ หรือ ขาติดระหว่างซี่กรง แล้วโดนเหยียบได้ ซึ่งเพื่อนๆ สามารถจะป้องกันได้ โดยการปูพื้นกรงด้วยหญ้าแห้งค่ะ อาจจะเป็นหญ้าขนแห้งๆ เพื่อปิดซี่ห่างของพื้นกรง ซึ่งนอกจากจะเพิ่มความปลอดภัย แม่กระต่ายยังสามารถจะใช้รองนอน ลูกกระต่ายก็ได้รับความอบอุ่น และแม่กระต่ายยังสามารถจะแทะหญ้าแห้งกินได้
กระต่ายแรกเกิด
          ลูกกระต่าย แรกเกิด จะยังไม่ลืมตาค่ะ ตัวจะเป็นสีชมพูแป๊ด ไม่มีขน ตาจะยังไม่ลืมซึ่งเมื่อตอนกระต่ายแรกเกิดนั้น จะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย ต้องให้แม่กระต่ายเลี้ยง เมื่อแม่กระต่ายคลอดลูก ออกมาแล้ว แม่กระต่าย จะเลียทำความสะอาดลูกทันที เมื่อกระต่ายจะเข้ามาให้นมลูก ลูกกระต่ายจะดิ้นตะกายเข้ามาหานมของแม่กระต่าย โดยที่แม่กระต่ายจะยกตัวขึ้นเล็กน้อย และลูกกระต่าย จะนอนหงายดูดนมวิธีสังเกตง่ายๆ ว่าแม่กระต่ายเลี้ยงลูกหรือเปล่า ก็คือ ดูจากตรงท้องกระต่ายค่ะ หากได้รับน้ำนมจากแม่อย่างเพียงพอ ท้องลูกกระต่ายจะเต่ง แต่ถ้าแม่กระต่ายไม่เลี้ยงลูก ท้องจะแฟบเหี่ยว

กระต่ายที่ได้รับนมอย่างเพียงพอ
ท้อง
           ตรวจดูขนบริเวณใต้ท้องต้องแน่นและปกคลุมมองไม่เห็นหนังท้องใส เพราะอาจเป็น โรคพยาธิ หรือโรคอื่น ๆ ที่ยังไม่แสดงอาการออกมา
การเจริญเติบโตของลูกกระต่าย
เมื่อแรกเกิด จะยังไม่มีขนขึ้นค่ะ ตัวสีแดงๆ ตาไม่ลืม
ภายใน 1 สัปดาห์ ขนจะขึ้นเต็มตัว
ภายใน 6-10 วัน จะเริ่มลืมตา
และเมื่ออายุครบ 3 สัปดาห์ จะหย่านม
การดูเพศกระต่าย
          กระต่ายที่โตแล้วสามารถที่จะดูเพศได้อย่างชัดเจน โดยที่ตัวผู้จะเห็นลูกอัณฑะอยู่นอกช่องท้องชัดเจนและตัวเมียเห็นอวัยวะเพศอยู่ใต้ทวารหนัก แต่การดูเพศในลูกกระต่ายนั้นจะต้องอาศัยความชำนาญความแม่นยำทางสายตาและแสงสว่างที่เพียงพอ ลูกกระต่ายที่จะดูเพศได้อย่างชัดเจน ควรมีอายุเกิน 2 สัปดาห์วิธีการ จับลูกกระต่ายนอนหงายในฝ่ามือ ใช้นิ้วมือและนิ้วหัวแม่มือของอีกมือหนึ่งลูบ และกดเบาๆที่ข้างๆอวัยวะเพศจะเห็นอวัยวะเพศอยู่เหนือทวารหนัก ถ้าเห็นเป็นแท่งกลมยื่นออกมาแสดงว่าเป็นตัวผู้ส่วนตัวเมียจะเห็นเป็นรอยผ่ายาวจนเกือบถึงทวารหนัก


การจับกระต่ายขนาดเล็ก
   
       การจับกระต่ายขนาดเล็ก สามารถจะจับเนื้อส่วนหลังแล้ว

การจับกระต่ายขนาดกลางและใหญ่
          
มีวิธีจับเหมือนสัตว์เล็ก และ เอามืออีกข้างรองตรงบริเวณตะโพก เพื่อช่วยรับน้ำหนัก
การเลือกซื้อกระต่าย
 สถานที่ขาย
          เบื้องต้นต้องดูเรื่องของความสะอาด หากเป็นร้านจำหน่ายทั่วไปดูได้จากการจัดการร้าน ควรจะสะอาด กระต่ายในร้านควรมีสุขภาพดี มีความตื่นตัวสูง หากเป็นฟาร์ม โรงเรือนต้องถูกสุขลักษณะ มีการจัดการเรื่องของสุขาภิบาลอย่างถูกต้อง กระต่ายในฟาร์มต้องสมบูรณ์ไม่มีตัวใดตัวหนึ่งเป็นโรค เพราะฟาร์มนั้นเลี้ยงกระต่ายร่วมกันมากมายหากตัวใดเป็นโรค โอกาสในการแพร่เชื้อจะสูงตามไปด้วย ควรซื้อกระต่ายจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และต้องมีการรับประกันสุขภาพ เช่น ใบรับรองสุขภาพ รวมทั้งต้องมี ใบเพ็ดดีกรีด้วย ซึ่งจะต้องบอกรายละเอียด วันเดือนปีเกิดของตัวกระต่ายเอง รวมถึง รายละเอียดของพ่อแม่ปู่ย่าตายาย 3 รุ่นขึ้นไป